การนำ AI มาใช้ใน Customer Service ไม่ได้หมายถึงการเพิ่ม Automation หรือการนำ AI เข้ามาแทนที่ Human Agent เพียงอย่างเดียว แต่หนึ่งในโอกาสสำคัญของ AI คือการช่วยเสริมศักยภาพของ Agent ให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

นี่คือบทบาทของ AI Copilot เทคโนโลยีที่เข้ามาทำงานเคียงข้าง Human Agent แบบ Real-Time ช่วยวิเคราะห์บทสนทนา ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แนะนำแนวทางการตอบหรือ Next-Best Action ตลอดจนช่วยจัดการงานที่เกิดขึ้นระหว่างและหลังการสนทนา

แทนที่ Agent จะต้องค้นหาข้อมูลจากหลายระบบด้วยตัวเอง AI Copilot สามารถช่วยนำข้อมูลและคำแนะนำที่เกี่ยวข้องมาอยู่ตรงหน้า Agent ในเวลาที่ต้องการ ทำให้ Human + AI สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Customer Experience ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI Copilot คืออะไร?

AI Copilot คือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุน Human Agent ระหว่างการให้บริการลูกค้า โดยทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยที่ทำงานอยู่เบื้องหลังและให้ข้อมูลหรือคำแนะนำแบบ Real-Time ขณะที่ Human Agent ยังคงเป็นผู้ควบคุมการสนทนาและการตัดสินใจที่สำคัญ

เมื่อเชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ ขององค์กร เช่น CRM, Knowledge Base และแหล่งข้อมูลภายใน AI Copilot สามารถช่วยค้นหาและนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ลดเวลาที่ Agent ต้องสลับไปมาระหว่างหลายระบบ รวมถึงช่วยสรุปบทสนทนา วิเคราะห์บริบท และสนับสนุนการให้บริการในหลายภาษา

จุดสำคัญจึงไม่ใช่การนำ Human ออกจาก Customer Journey แต่คือการใช้ AI เพื่อช่วยให้ Human Agent มีข้อมูลและเครื่องมือที่จำเป็นในการดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI Copilot ทำงานอย่างไร?

เบื้องหลัง AI Copilot คือการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี AI หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Natural Language Understanding (NLU) ที่ช่วยทำความเข้าใจ Intent และบริบทของลูกค้า, Conversational AI ที่ช่วยรักษาบริบทของบทสนทนา และ Generative AI ที่สามารถช่วยสร้างคำตอบหรือสรุปข้อมูล

เมื่อทำงานร่วมกับ Knowledge และ Data ขององค์กร AI Copilot สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการสนทนา พร้อมเสนอคำแนะนำหรือ Next-Best Action ตามบริบทที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าติดต่อ Contact Center ด้วยปัญหาเกี่ยวกับบริการ Agent อาจไม่จำเป็นต้องค้นหา Customer History, Policy หรือ Knowledge Article จากหลายหน้าจอด้วยตัวเอง เพราะ AI Copilot สามารถช่วยค้นหาและนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ Agent ใช้ประกอบการตอบคำถามได้แบบ Real-Time

ผลลัพธ์คือ Agent สามารถใช้เวลากับการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาของลูกค้ามากขึ้น แทนที่จะเสียเวลากับการค้นหาและจัดการข้อมูล

AI Copilot ต่างจาก Chatbot และ Autonomous AI Agent อย่างไร?

แม้ Chatbot, AI Copilot และ Autonomous AI Agent จะใช้ AI เพื่อสนับสนุน Customer Service เหมือนกัน แต่บทบาทและระดับของการทำงานอัตโนมัติมีความแตกต่างกัน

Chatbot มักถูกใช้เพื่อจัดการคำถามหรือ Interaction ที่มีขอบเขตค่อนข้างชัดเจน เช่น FAQ หรือคำขอพื้นฐาน และสามารถส่งต่อให้ Human Agent เมื่อคำถามเกินขอบเขตที่รองรับ

AI Copilot ทำงานในรูปแบบ Human-in-the-Loop โดยทำหน้าที่สนับสนุน Human Agent ด้วยข้อมูล คำแนะนำ และ Automation ระหว่างการให้บริการ แต่ Human Agent ยังคงมีบทบาทหลักในการตัดสินใจและสื่อสารกับลูกค้า

ขณะที่ Autonomous AI Agent มีระดับของ Autonomy สูงกว่า สามารถทำความเข้าใจข้อมูล ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ Human Agent ควบคุมทุกขั้นตอน

ดังนั้น การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเหล่านี้จึงไม่ใช่คำถามว่าเทคโนโลยีใด “ดีกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของ Use Case ระดับความซับซ้อน และบทบาทที่องค์กรต้องการให้ Human และ AI ทำงานร่วมกัน

AI Copilot ช่วยยกระดับ Contact Center ได้อย่างไร?

คุณค่าของ AI Copilot ไม่ได้อยู่เพียงที่ความสามารถของ AI แต่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับการทำงานของ Agent และ Customer Experience โดยสามารถมองเห็นได้ใน 3 ด้านสำคัญ

1. Agent Productivity

AI Copilot สามารถช่วยลดงาน Manual ที่เกิดขึ้นตลอด Customer Interaction ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล การเรียกดู Knowledge การสรุปบทสนทนา หรือการจัดการงานหลังจบ Interaction

เมื่อ Agent ใช้เวลากับงานเหล่านี้น้อยลง ก็สามารถโฟกัสกับการให้บริการ การแก้ไขปัญหา และ Interaction ที่ต้องอาศัย Human Expertise ได้มากขึ้น

2. Faster Resolution

การเข้าถึง Customer Context, Knowledge และข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้แบบ Real-Time ช่วยลดเวลาที่ Agent ต้องใช้ในการค้นหาคำตอบ พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจด้วยข้อมูลและคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์

สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้ Agent ตอบสนองลูกค้าและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะใน Interaction ที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง

3. Better CX

เมื่อลูกค้าไม่ต้องรอให้ Agent ค้นหาข้อมูลเป็นเวลานาน และ Agent สามารถเข้าใจบริบทของลูกค้าได้มากขึ้น การให้บริการก็มีโอกาสที่จะรวดเร็ว ต่อเนื่อง และ Personalized มากขึ้น

AI Copilot จึงไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เฉพาะ Agent แต่ยังสามารถส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของ Customer Experience ในแต่ละ Interaction ได้อีกด้วย

จาก AI Technology สู่ Business Outcomes

สำหรับองค์กร การนำ AI Copilot มาใช้ควรเริ่มจาก Business Outcomes ที่ต้องการสร้าง ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

องค์กรอาจต้องการลด Average Handling Time เพิ่ม First Contact Resolution ลดเวลาที่ Agent ใช้ค้นหาข้อมูล หรือช่วยให้ Agent ใหม่สามารถเริ่มให้บริการได้เร็วขึ้น เป้าหมายเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนด Use Case และวัดผลจากการนำ AI มาใช้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

โดยการนำ AI Copilot มาใช้เพื่อสนับสนุน Customer Service Representatives แบบ Real-Time ซึ่งสามารถ Automate คำถามภายใน Helpdesk ได้ 85% สร้างการประหยัดต้นทุน และเพิ่ม Productivity จาก 4.2 เป็น 4.7 Chats ต่อชั่วโมง

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของ AI Copilot ไม่ควรวัดเพียงว่ามีการนำ AI มาใช้งานหรือไม่ แต่ควรมองไปถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับ Operations, Agent และ Customer Experience

องค์กรควรเตรียมอะไร ก่อน Scale AI Copilot?

การนำ AI Copilot จาก Pilot ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรต้องอาศัยมากกว่าเทคโนโลยี

องค์กรควรเริ่มจากการเลือก Use Case ที่สามารถสร้าง Business Value ได้อย่างชัดเจน จากนั้นพิจารณาความพร้อมของ Data และ Knowledge ที่ AI ต้องนำมาใช้ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับ CRM, Contact Center Platform และระบบภายในที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน Security, Governance และ Compliance ต้องถูกพิจารณาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ต้องเข้าถึง Customer Data หรือข้อมูลภายในองค์กร

อีกองค์ประกอบที่สำคัญคือ People และ Process เพราะ AI Copilot จะสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเมื่อ Agent เข้าใจว่า AI เข้ามาช่วยในส่วนใด สามารถใช้คำแนะนำจาก AI ได้อย่างไร และองค์กรมี Feedback Loop สำหรับ Monitor และพัฒนาการทำงานของ AI อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการ Deploy AI แต่คือการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Customer Service Operations ที่สามารถใช้งานและขยายผลได้จริง

Human + AI: ก้าวต่อไปของ Customer Experience

AI Copilot แสดงให้เห็นถึงอีกแนวทางหนึ่งของการนำ AI มาใช้ใน Contact Center ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถามว่า “Human หรือ AI?” แต่เป็น “Human + AI จะทำงานร่วมกันอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น?”

AI สามารถเข้ามาช่วยจัดการงานที่เกิดซ้ำ วิเคราะห์ข้อมูล และนำ Intelligence มาให้ Agent ในเวลาที่ต้องการ ขณะที่ Human Agent ยังคงมีบทบาทสำคัญใน Interaction ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ การตัดสินใจ และการดูแลลูกค้าที่มีความซับซ้อน

เมื่อทั้งสองทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม องค์กรจึงมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งในด้าน Agent Productivity, Faster Resolution และ Better CX

BE8 และ NiCE Cognigy ผสานความเชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อน Customer Experience ยุคใหม่ด้วย Human + AI โดยช่วยให้องค์กรเชื่อม AI เข้ากับ Customer Interactions, Data และ Workflows พร้อมวางแนวทางการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เหมาะสมกับ Business Use Cases ระบบ และความพร้อมขององค์กร